โบราณสถานโบราณวัตถุที่น่าดึงดูดจังหวัดอยุธยา
นานนมสถานโบราณวัตถุที่น่ารู้ในพระราชวังจันทรเกษม เพราะทำเลนี้มิได้เป็นเพียงอนุสรณ์สถานของวีรฑตรีไทพระองค์แรกมีดังนั้น เท่านั้น หากแต่ยังหมายความว่าการยืนยันเกียรติแห่งสตรีไทยที่ได้รับการกำแพงและประตูวัง เป็นสิ่งที่สร้างใหม่ในรัชกาลที่ 4 เปิดหมวกให้จากสังคมไทยมาแต่ครั้งบรรพกาลอีกด้วย เรื่องมีอยู่ว่าของเดิมมีอาณาเขตกว้างขวางกว่าที่เห็นในปัจจุบัน เพราะขุดพบ ในครั้นที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขื้นครองราชยด้เพียง 7 จันทร์ เมื่อรากฐานของพระที่นั่งนอกกำแพงวัดด้านในพร้อมทั้งพบชากอิฐในบริเวณ พ.ศ.2091 พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และบุเรงนอง พยุหยาตราเข้ามาล้อมเรือนจำหลายแห่ง กรุงศรีอยุธยาครั้งแรกโดยผ่านมาทางด้านด้านพระเจดียสามองค์พลับพลาจตุรมุข เป็นพลับพลาเครื่องไม้ ตั้งอยู่บนศาลา บุรีกาญจนบุรี พร้อมทั้งตั้งค่ายล้อมพระนคร การศึกเมื่อนั้นใกล้ประตูวังด้านทิศตะวันออก เดิมทีเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จ เป็นที่เลื่องลือถึงวีรกรรมของสมเด็จพระสิรโยทัยซึ่งไสข้างพระที่นั่งพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเวลาเสด็จประพาส ปัจจุบันแสดง เข้าขวางพระเจ้าแปร ด้วยเกรงว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเครื่องชามลายครามของจีน อาวุธอดีตกาล และเครื่องราชูปโภค พระราชสวามีจะเป็นอันตรายจนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขาดสะพายแล่ง สิ้นพระชนมอยู่บนคอช้าง เมื่อการศึกยุตีลงพระที่นั่งพิมานรัตยา เป็นตึกหมู่อยู่กลางพระราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทรงปลงพระศพของพระนางและสถาปนาเคยเป็นที่ตั้งศาลากลางมณฑลและจังหวัดมาหลายปี ปัจจุบัน สถานที่ปลงพระศพขึ้นเป็นวัด ขนานนามว่า วัดสบสวรรค์ หรือแสดงพระพระ เทวรูป พระพิมพสมัยต่างๆ และเครื่องไม้จำหลัก ตรวจวัดสวนหลวงสบสวรรค์ ต่อมาในรัฐสมัยพระบาทสมเด็จพระสมัยอยุธยา จุลจอมเกล้าเจ้าอย่ขหัว ได้มีการสอบสวนหาตำแหน่งสถานที่ต่างๆพระที่นั่งพิสัยศัลยลักษณ์ (หอส่องกล้อง) เป็นหอสูงสี่ชั้น ที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารเพื่อ เรียบ เรียง เป็นหนังสืออยู่ที่ริมพระราชวังด้านทิศตะวันตก สร้างในรัชสมัยสมเด็จ จับกลุ่มพงศาวดารขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายจึงเป็นเหตุให้ทราบตำแหน่งพระนารายณ์มหาราช แต่หักพังลงมาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2 ของวัดสบสวรรค ซึ่งยังคงพบเจดีย์แบบย่อไม้สิบสองสูงใหญ่หอที่เห็นอยู่ในปัจจุบันสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ตามรากฐานเดิม ปรากฏตามที่ตั้งในปัจจุบันนี้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าทรงใช้เป็นที่ประทับทอดพระเนตรดาว เจ้าอยู่หัวได้ทรงขนานนามเรียกชื่อเจดียว่า เจดียพระศรีสุริโยทัย
ทัศนาจรทรรศนะเมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
การขุดคุ้ยพบโบราณวัตถุที่บุรีอยุธยานี้ยังมีโบราณวัตถุที่ขุดพบอีกมากมาย โดยเฉพาะ อยู่ ตี ดกำ แพงริมน้ำ เดิมชื่อพระที่นั่งสุริยามรินทรต่อมาที่ได้จากกรุวั ดราชบูรณะรวบรวมไว้ในห้องมหรรฆภัณฑ เปลี่ยนเป็นขื่อนี้เพื่อให้คล้องกับขื่อ นพระท่นั่งสรรเพชญปราสาทมีเครื่องราชทองคำทองกรพาหุรัตน์ทับทรวเครื่องประดับเศียร ก่อสร้าง เป็นปราสาทจตจรฯขยกพื้นสขงกว่าพระที่นั่งอง ค์อื่นๆสำหรับชายและหญิง พระแสงดาบฝักทองคำประดับพลอยสีต่างๆ ให้เป็นที่สำหรับประทับทอดพระเนตรขบวนแห่ทางน้ำเป็นต้นแสดงความรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาในอดีตไว้อย่างน่าเพ่ง พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองน่าศึกษาเล่าเรียนมาก พิพิธภัณฑสถานสถานแห่งชาตีเจ้าสามพระยาเปิดทำการ สร้างเมื่อ พ.ศ. 21 75 พระราชทานนามว่า นพระท่นั่งสิริอีกทั้งการไปเที่ยวที่อยุธยายังมีหมู่เรือนไทยภาคกลาง ในแบบเรือนคหบดีไทยสมัยโบราณ พระที่นั่งตรีมุข อยู่ข้างหลังพระที่นั่งสรรเพขญปราสาทสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2437 พร้อมด้วยได้รับการปรับปรุงตกแต่งใหม่เมื่อ พ.ศ. ไม่ปรากฏปีที่สร้าง เข้าใจว่าเดิมเป็นพระที่นั่งฝ่ายในและเป็นที่ประทับ2483 บริเวณที่ตั้งคุ้มขุนแผนเคยเป็นคุกนครบาลยุคกรุงศรีอยุธยา ในอุทยานซึ่งเชื่อกันว่าขุนแผนเคยต้องโทษอยู่ในคุกแห่งนี้ พระที่นั่งบรรยงค์ รัตนาสน์ (พระที่นั่งท้ายสระ) เป็นพระราชวังหลวง ที่ปรากฏในพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันนี้ ปราสาทจตุรมุข ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระน้ำ สมเด็จพระเพทราชาคงเหลือแต่ฐานอาคารให้เห็นเท่านั้น สันนิษฐานว่าพระเจ้าอู่ทอง โปรดให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับสำราญพระราชหฤทัย เมื่อ พ.ศ. 2231ทรงสร้างพระราชวังตั้งแต่เมื่อครั้งประทับอยู่ที่เพียงเล็ก เมื่อ พ.ศ. 1890 และได้อยู่ประทับตลอดรัชกาล มีพระแท่นสำหรับทอดพระเนตรและเมื่อสร้างพระราชวังเสร็จใน พ.ศ. 1 893 จึงอพยพมาประทับ ปลาที่ทรงเลี้ยงไว้ในสระนั้นด้วยพระราชวังใหมิรมหนองโสน ปราสาทในทีแรกนี้สร้างด้วยไม้ พระที่นั่งทางปืน อยู่ริมสระด้านตะวันตก ใกล้พระที่นั่งอยู่ในบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1 991 บรรยงค์รัตนาสน ต่อเรือเป็นรูปยาวรี น่าจะใช้เป็นที่ฝึกซ้อมเพลงอาวุธสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงถวายปราสาทตอนแรก เป็นวั ด และในสมัยสมเด็จพระเพทราชาทรงใช้เป็นที่เสด็จออกขุนนาง
นครนายกการจัดรูปการปกครองสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๓ นครนายกเป็นหัวเมือง ชั้นจัตวา โดยเป็นหน่วยปกครองที่อยู่ไม่ไกลเมืองหลวงนัก สมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูปการปกครองใหม่เรียกว่า การปกครองมณฑลเทศาภิบาลเมืองนครนายกจัดอยู่ในมณฑลปราจีนบุรี ซึ่งจัดตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ ประกอบด้วยเมืองต่าง ๆ คือ
๑. ปราจีนบุรี
๒. ฉะเชิงเทรา
๓. นครนายก
๔. พนมสารคาม
๕. พนัสนิคม
๖. ชลบุรี
๗. บางละมุง
พ.ศ. ๒๔๔๕ รัชกาลที่ ๕ ทรงยกเลิกธรรมเนียมการมีเจ้าเข้าครอง และให้มีตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองขึ้นแทน เมืองนครนายก จึงได้มีผู้ว่าราชการเมืองคนแรก คือ พระพิบูลย์สงคราม (จอน) ศาลากลางจังหวัดแห่งแรกตั้งขึ้น ณ บริเวณริมฝั่งขวา แม่น้ำนครนายก (บริเวณหลังธนาคารกรุงศรีอยุธยาและธนาคารกรุงเทพในปัจจุบัน) จนถึง พ.ศ. ๒๔๘๖ ทางราชการได้ยุบจังหวัดนครนายกให้ไปรวมกับจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดสระบุรี หลังจากนั้นประมาณ ๔ ปี คือใน พ.ศ. ๒๔๘๙ จึงได้ตั้งจังหวัดนครนายกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๕๑๙ มีปัญหาเกี่ยวกับสถานที่ตั้งศาลากลางจังหวัดหลังเก่า ซึ่งตั้งอยู่ในย่านชุมนุมชนคับแคบขยายออกไปอีกไม่ได้ จึงได้ย้ายไปสร้างศาลากลางจังหวัดแห่งใหม่ บริเวณริมถนนสุวรรณศรห่างจากเขตเทศบาลประมาณ ๒ กิโลเมตร และได้เปิดทำการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ จนถึงปัจจุบัน หลังจากจัดหน่วยราชการบริหารส่วนกลาง โดยมีกระทรวงมหาดไทยในฐานะเป็นส่วนราชการที่เป็นศูนย์กลางอำนวยการปกครองประเทศและควบคุมหัวเมืองทั่วประเทศแล้ว การจัดระเบียบการปกครองต่อมาก็มีการจัดตั้งหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาค ซึ่งมีสภาพและฐานะเป็นตัวแทนหรือหน่วยงานประจำท้องที่ของกระทรวงมหาดไทยขึ้น อันได้แก่ การจัดรูปการปกครองแบบเทศาภิบาล ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบบการปกครองอันสำคัญยิ่งที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนำมาใช้ปรับปรุงระเบียบบริหารราชการแผ่นดินส่วนภูมิภาคในสมัยนั้น การปกครองแบบเทศาภิบาล เป็นระบบการปกครองส่วนภูมิภาคชนิดหนึ่งที่รัฐบาลกลางจัดส่งข้าราชการจากส่วนกลางออกไปบริหารราชการในท้องที่ต่าง ๆ การปกครองแบบเทศาภิบาล เป็นระบบการปกครองที่รวมอำนาจเข้ามาไว้ในส่วนกลางอย่างมีระเบียบเรียบร้อย และเปลี่ยนระบบการปกครองจากประเพณีปกครองดั้งเดิมของไทย คือ ระบบกินเมือง ให้หมดไป
การปกครองหัวเมืองก่อนวันที่ ๑ เมษายน ๒๔๓๕ นั้น อำนาจปกครองบังคับบัญชามีความหมายแตกต่างกันออกไปตามความใกล้ไกลของท้องถิ่น หัวเมืองหรือประเทศราชยิ่งไกลไปจากกรุงเทพฯ เท่าใดก็ยิ่งอิสระในการปกครองตนเองมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากทางคมนาคมไปมาหาสู่ลำบาก หัวเมืองที่รัฐบาลปกครองบังคับบัญชาได้โดยตรงก็มีแต่หัวเมืองจัตวาใกล้ๆ ส่วนหัวเมืองอื่น ๆ ที่เจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองแบบกินเมืองและมีอำนาจอย่างกว้างขวางในสมัยที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ดำรงตำแหน่งเสนาบดี พระองค์ได้จัดให้อำนาจการปกครองเข้ามาร่วมอยู่ยังจุดเดียวกัน โดยการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้นมีข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งปวงซึ่งหมายความว่า รัฐบาลมิให้การบังคับบัญชาหัวเมืองไปอยู่ที่เจ้าเมือง ระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลเริ่มจัดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๗ จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๘ จึงสำเร็จและเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องนี้เสียก่อนในเบื้องต้น จึงจะขอนำคำจำกัดความของ “การเทศาภิบาล” ซึ่งพระยาราชเสนา (สิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) อดีตปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยตีพิมพ์ไว้ มีความว่า
“การเทศาภิบาล คือ การปกครองโดยลักษณะที่จัดให้มีหน่วยบริหารราชการอันประกอบด้วยตำแหน่งข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลของพระองค์ รับแบ่งภาระของรัฐบาลกลาง ซึ่งประจำอยู่แต่เฉพาะในราชธานีนั้น ออกไปดำเนินงานในส่วนภูมิภาคเป็นสื่อกลางระหว่างรัฐบาล ซึ่งอยู่ในราชธานีให้ได้ใกล้ชิดกับอาณาประชากร เพื่อให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขและเกิดความเจริญทั่วถึงกัน โดยมีระเบียบแบบแผนอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย จึงแบ่งเขตการปกครองโดยขนาดลดหลั่นกันเป็นชั้นอันดับดังนี้ คือ ส่วนใหญ่เป็นมณฑล รองถัดลงไปเป็นเมือง คือ จังหวัดนครนายก รองไปอีกเป็น อำเภอ และ หมู่บ้าน จัดแบ่งหน้าที่ราชการเป็นส่วนสัดแผนกงานให้สอดคล้องกับทำนองงานของกระทรวงทบวงกรมในราชธานี และจัดสรรข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถความประพฤติให้ไปประจำทำงานตามตำแหน่งหน้าที่มิให้มีการก้าวก่ายสับสนกันดังที่เป็นมาแต่ก่อน เพื่อนำมาซึ่งความเจริญเรียบร้อย และรวดเร็วแก่ราชการและกิจธุระของประชาชนซึ่งต้องอาศัยทางราชการเป็นที่พึ่งด้วย“